เรื่องนี้อาจจะไม่ได้น่ากลัวมากแต่นับว่าเป็นการเจอสิ่งลี้ลับที่สมจริงและรู้สึกได้มากที่สุดในชีวิต
ตอนนั้นเป็นการเข้าค่ายลูกเสือสมัยม.3 จำสถานที่ไม่ได้แล้วแต่จำได้ว่าเป็นค่ายทหารที่ปกติจะพาเด็กไปฝึกกันเป็นปกติ สถานที่ก็จัดเตรียมค่อนข้างดี(ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดีสำหรับในค่ายลูกเสืออ่ะนะ) พอไปถึงครูฝึกก็บอกกฏต่าง ๆ และแนะนำสถานที่ ไม่ปล่อยให้พักนานก็เริ่มฝึกทันทีเลย จนเริ่มเย็นเริ่มมืดแล้วเขาก็เรียกรวมพลบอกกฏในช่วงเวลากลางคืน ทั้งเรื่องการอาบน้ำ การเข้านอนหรือการตื่นนอน แล้วก็มีอย่างนึงที่เขาเน้นย้ำมาคือห้ามออกมาเข้าห้องน้ำคนเดียวเด็ดขาด จะขอเล่าถึงสถานที่ก่อนคือสถานที่มันจะเป็นโรงนอนกับห้องน้ำแยกกัน ระยะทางไม่ได้ไกลมากเพราะเราอยู่โรงนอนที่ใกล้ห้องน้ำ เดินไปใช้เวลาประมาณ 2 นาทีได้
ตอนที่ได้ยินตอนนั้นก็คิดว่าเป็นเพราะเรื่องความปลอดภัยล้วน ๆ แม้ว่าเพื่อนข้าง ๆ จะยุยงถึงเรื่องผีแค่ไหนก็ตามแต่ไม่ใช่คนกลัวผีและไม่หวั่นกับเรื่องนี้ด้วย
ตกกลางคืนที่ถึงเวลานอนจริง ๆ ก็ดันนอนไม่หลับแล้วพอนอนไม่หลับก็จะเป็นคนชอบเดิน เกิดอยากจะเดินไปเข้าห้องน้ำขึ้นมาซะงั้นแต่เพราะวันแรกที่มาก็ฝึกหนักเลย ร่างกายมันก็เหนื่อยมากเหมือนกันและคิดว่าเพื่อน ๆ ที่หลับอยู่ก็คงจะเหนื่อยมากเลยไม่กล้าปลุก คือห้องน้ำมันอยู่ใกล้มากอ่ะ เปิดประตูออกไปก็เห็นทันทีเลย จำคำของครูฝึกได้แหละแต่แค่เกรงใจเพื่อน ไม่ได้อยากปลุกมันขึ้นมาเดินออกไปข้างนอกตอนนี้ก็เลยตัดสินใจเดินไปคนเดียว
ตอนขาเดินไปก็ไม่มีอะไรนะ เดินไปปกติและพอเข้าห้องน้ำก็ปกติเลยแต่พอออกมาแล้วมันมีความรู้สึกแปลกมาก ๆ แปลกตรงที่เดินออกมาคนเดียวแต่เหมือนไม่ได้เดินอยู่คนเดียว ตอนแรกก็เหมือนจะคิดไปเองแต่พอเดินไปเรื่อย ๆ มันก็รู้สึกมากขึ้นเรื่อย ๆ อ่ะ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกแบบคนสองคนแต่มันรู้สึกเหมือนสี่ห้าคนเลยที่กำลังเดินอยู่กับเรา แต่สิ่งที่สัมผัสได้อีกอย่างคือเขาไม่ได้มาไม่ได้หรือไม่ได้ต้องการทำร้ายเรา เขาเดินล้อมหลังกับข้าง ๆ ให้เหมือนคอยดูแลและคอยระวังจนเราไปถึงโรงนอนก็รู้สึกว่าพวกเขาหายกันไปแล้ว
อีกเหตุการณ์ในค่ายนี้คือตอนไปเดินทางไกล
มันจะมีการเดินทางไกลสองแบบคือเดินทางไกลในตอนกลางวันกับเดินทางไกลในตอนกลางคืน ทุกคนรู้กันหมดแล้วว่าครูฝึกเขาจะแกล้งหลอกผีแต่เขาก็เน้นย้ำเหมือนเดิมว่าห้ามออกจากทางเด็ดขาดนะ ได้ยินเสียงใครเรียกก็ห้ามตอบรับ ห้ามขานรับหรือถ้าเกิดมีเรื่องอะไรก็อย่าเพิ่งพูดจนกว่าจะได้ออกมา คือมันน่ากลัวไอ้ตรงคำพูดเขานี่แหละ
เราจะเข้าไปกันทีละแปดคน ตำแหน่งที่ต้องแข็งแกร่งคือหน้าสุดกับหลังสุด โดยเฉพาะหลังสุดจะต้องแกร่งมาก ๆ เลยแหละ แต่เพราะเราไม่สบายอยู่ด้วย อยากจะให้มันเสร็จไว ๆ แล้วก็กลับไปนอนบวกกับไม่กลัวเลยอาสาที่จะอยู่ข้างหลังให้ ครูฝึกก็เน้นย้ำเราอีกรอบว่าข้างหลังต้องดูเพื่อนนะ นึกขึ้นได้เมื่อไหร่ก็ต้องคอยนับว่าเพื่อนในแถวยังอยู่ครบหรือป่าว ห้ามให้ใครมาเดินข้างหลังเราเพราะเราเป็นหวงแถว พอตกลงกันเสร็จสับก็โอเคเริ่มเดิน
กลุ่มนึงมันจะใช้เวลาเดินประมาณ 20-30 นาทีเพราะมีฐานอยู่ในการเดินทางไกลด้วย แต่จุดที่น่ากลัวไม่ใช่ฐานแต่เป็นเส้นทางตอนเดินไปฐานเพราะรอบข้างมันมืดและจะมีแต่ป่าหมดเลย ตอนที่เดินเข้าไปแรก ๆ ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น มีเล่นกันบ้างแหละแล้วพอเพื่อนในแถวเริ่มชินก็สลับที่กันบ้าง บางคนที่เปลี่ยนมายืนข้างหลังแทนเราแต่เราก็จะพยายามสลับมาอยู่ข้างหลังให้ตลอดเพราะตัวเองเป็นห่างแถว พอมันเริ่มไปเรื่อย ๆ ทุกอย่างเริ่มผ่อนคลายขึ้นอยู่ ๆ ก็รู้สึกได้ว่ามีคนมาจับอยู่ที่ไหล่ซ้าย(ตลอดการเดินต้องจับไหล่ข้างซ้ายของเพื่อนอยู่แล้ว) ตอนที่รู้สึกได้เราก็ไม่ได้พูดหรือตกใจอะไรนะ แค่แบบเออเพื่อนเดินอยู่ข้างหลังไง เมื่อกี้มันปล่อยมือเพราะมัวหาของหรือดูไฟฉายอยู่มั้ง มันก็รู้สึกถึงมือข้างซ้ายที่จับตรงไหล่เรื่อย ๆ จนเสร็จแล้วเดินลงเขามา
กลุ่มเราเดินเสร็จก็มานั่งรอกันที่ลานรวมตรงกลาง เราก็นั่งเหม่อชิว ๆ ไปด้วยอาการป่วยด้วยและอากาศมันเย็นด้วยก็เลยเพลิน ๆ คิดไรไปเรื่อยเปื่อยจนคิดไปถึงว่าเออคนที่จับไหล่ซ้ายเราเมื่อกี้นี่ใครวะ แม่งเอ้ย เพิ่งมานึกได้ตอนนั้นว่าเราเป็นห่างแถวและตอนนั้นเพื่อนก็ไม่ได้เล่นสลับที่กันแล้ว หมายความว่าเราเป็นห่างแถวจริง ๆ ไม่มีใครอยู่หลังเราแน่นอนแต่เรารู้สึกได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลยว่ามีมือจับไหล่อยู่จริง ๆ
นึกได้แบบนั้นก็แอบหลอนนิดนึงแหละแต่ก็ไม่ได้บอกเพื่อนนะเพราะเขาบอกว่าไม่ให้พูด ถึงจะลงมาจากบนเขาแล้วก็ไม่กล้าพูดเท่าไหร่
เป็นประสบการณ์การเข้าค่ายที่สนุกดี ได้สัมผัสกับสิ่งลี้ลับใกล้ชิดสุด ๆ ไปเลยจ้าา
